Posts Tagged ‘การกิน’

กินอย่างไรไม่ให้อ้วน

กินอย่างไรไม่ให้อ้วน

กินอย่างไรไม่ให้อ้วน

กินอย่างไรไม่ให้อ้วน

กินอย่างไรไม่ให้อ้วน (หมอชาวบ้าน) ปัจจุบันหลายคนหันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่อง “โรคอ้วน” ที่ใครต่อใครก็ชักจะเริ่มกลัวกัน วันนี้มีข้อมูลดี ๆ เกี่ยวกับ กินอย่างไรไม่ให้อ้วน มาฝากกัน ทำไมเราถึง อ้วน การเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว ขึ้นอยู่กับความสมดุลของพลังงานที่ได้รับจากการกินอาหารและพลังงาน ที่ใช้ไปในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ถ้าพลังงานที่ได้จากการกินอาหารมากกว่าพลังงานที่ใช้ไปในแต่ละวัน พลังงานที่มากเกินนั้นจะสะสมเป็นไขมันไว้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย (body fat) ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น ถ้าปล่อยให้เป็นเช่นนี้นาน ๆ จะเกิดโรคอ้วนตามมา เราจะทราบว่าอ้วนหรือไม่ ได้จากการคำนวณหาค่า “ดัชนีมวลกาย” หรือที่มักเรียกกันเป็นภาษาอังกฤษ ว่า BMI (ย่อมาจากคำว่า Body mass index) ซึ่งมีวิธีการคำนวณ ดังนี้คือ ดัชนีมวลกาย (BMI) = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) / ความสูง (กำลังสอง) (เมตร) การเทียบสูตร BMI ดูจากน้ำหนักตัวและส่วนสูง เช่น น้ำหนัก  ๖๐ กิโลกรัม สูง ๑๗๐ เซนติเมตร หรือ ๑.๗๐ เมตร ดัชนีมวลกาย (BMI) =  ๖๐/(๑.๗๐x๑.๗๐) = ๒๐.๗๖  ค่า BMI ที่เหมาะสมของคนเอเชียควรอยู่ที่   ๑๘.๕ – ๒๒.๙ กิโลกรัม/ตารางเมตร  ถ้าค่า BMI น้อยกว่า ๑๘.๕ กิโลกรัม/ตารางเมตร แสดงว่าผอมเกินไป  แต่ถ้าค่า BMI สูงกว่านี้ คือ ๒๓ – ๒๔.๙ กิโลกรัม/ตารางเมตร  แสดงว่ามีน้ำหนักตัวเกิน  ถ้าค่า BMI มากกว่า ๒๕ กิโลกรัม/ตารางเมตร แสดงว่าเป็นโรคอ้วน ในคนที่สูง ๑๗๐ เซนติเมตร น้ำหนักตัวที่ดีจะอยู่ระหว่าง ๕๘ – ๖๐ กิโลกรัม แต่ถ้าน้ำหนักอยู่ระหว่าง ๖๒.๖๕ กิโลกรัม ก็แสดงว่ามีน้ำหนักเกิน และถ้าหนักมากกว่า ๖๕ กิโลกรัม ก็แสดงว่าอ้วน การลดน้ำหนัก น้ำหนักตัวเกินเกิดจากการได้พลังงานมากแต่ใช้น้อย ดังนั้น การทำให้น้ำหนักลดลงก็ทำได้โดยทางกลับกัน คือ ต้องทำให้ร่างกายมีการใช้พลังงานมากขึ้น การลดน้ำหนักที่ดีควรลดลงอย่างช้า ๆ เพื่อให้ร่างกายมีการปรับตัวได้ดี โดยทั่วไปน้ำหนักควรลดลงสัปดาห์ละ ๑ กิโลกรัม ซึ่งหมายถึงจะต้องลดพลังงานให้ได้สัปดาห์ละ ๓,๕๐๐ กิโลแคลอรี นั่นคือวันละประมาณ ๕๐๐ กิโลแคลอรี กินเพื่อควบคุมน้ำหนัก การรู้จักกินเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ในการควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ไขมันเป็นอาหารที่ให้พลังงานกับร่างกายสูงที่สุด ไขมัน ๑ กรัม ให้พลังงาน ๙ กิโลแคลอรี ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงไม่กินอาหารที่มีไขมันมาก จำพวกของทอดต่าง ๆ เรามักได้ยินกันบ่อยว่า ให้ใช้น้ำมันพืชประกอบอาหารแทนน้ำมัน หรือไขมันที่ได้จากสัตว์ เนื่องจากมีคุณภาพของกรดไขมันที่ดีกว่า ทำให้บางคนเข้าใจผิดว่า กินน้ำมันพืชที่ดีแล้วไม่อ้วน ที่จริงแล้วน้ำมันที่ใช้ในการประกอบอาหาร ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันจากพืช หรือสัตว์ต่างก็ให้พลังงานที่เท่ากัน ดังนั้นจึงควรระวังไม่กินไขมันทุกชนิดในปริมาณมากเกินไป ควรกินอาหารประเภทข้าว แป้ง ขนมปัง และผลิตภัณฑ์จากแป้ง ซึ่งเป็นอาหารหลักที่ให้พลังงานกับร่างกายแต่พอควร ถึงแม้ว่าอาหารกลุ่มนี้ในปริมาณที่เท่ากัน จะให้พลังงานกับร่างกายประมาณครึ่ง หนึ่งของไขมัน แต่ถ้ากินมากเกินไปก็ทำให้ได้พลังงานเกิน และเก็บสะสมไว้ในร่างกาย  ทำให้มีปัญหาน้ำหนักตัวมากขึ้นได้ โดยทั่วไปผู้หญิงที่ทำงานในสำนักงานไม่ควรกินเกิน ๗ – ๘ ทัพพีต่อวัน สำหรับผู้ชายไม่ควรเกิน ๑๐ – ๑๒ ทัพพีต่อวัน ถ้าเป็นไปได้ควรเลือกกินข้าวที่ผ่านการขัดสีน้อย เพราะจะทำให้ได้ใยอาหารเพิ่มขึ้น ทำให้รู้สึกอิ่ม และยังช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น ควรลดการกินน้ำตาลทรายและอาหารหวานประเภทต่าง ๆ น้ำตาลจะให้พลังงานอย่างเดียวโดยไม่ให้สารอาหารตัวอื่น ๆ เลย  ถ้ากินมากก็จะทำให้อ้วนได้ น้ำตาลทรายเป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ซึ่ง ๑ กรัม ให้พลังงาน ๔ กิโลแคลอรี ดังนั้น น้ำตาลทราย ๑ ช้อนชา ให้พลังงานประมาณ ๒๐ กิโลแคลอรี การดื่มชา กาแฟ ที่มีการเติมน้ำตาลวันละหลายถ้วย ตลอดจนการดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลมเป็นประจำ จะทำให้ได้รับน้ำตาลมากเกิน ทำให้อ้วนได้ง่าย ควรกินผลไม้รสไม่หวานจัด เช่น ส้ม ชมพู่ มะละกอ แตงโม ฝรั่ง แทนขนมหวานต่าง ๆ ผลไม้มีเส้นใยอาหาร วิตามิน และเกลือแร่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ผลไม้ทุกชนิดให้สารคาร์โบไฮเดรตจำพวกน้ำตาลแก่ร่างกาย  เช่นเดียวกับอาหารกลุ่มข้าว แป้ง จึงต้องระวังไม่กินมากจนเกินไป ควรกินผลไม้สดทั้งผลมากกว่าการกินน้ำผลไม้คั้น เพื่อที่จะได้ใยอาหารที่มีอยู่ในผลไม้ด้วย การคั้นน้ำผลไม้เพื่อดื่ม ต้องใช้จำนวนผลไม้มากกว่าการกินผลไม้เป็นผล จึงอาจทำให้ได้รับพลังงานมากเกินไป ที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการกินผลไม้กระป๋อง เพราะในผลไม้กระป๋องมักมีการเติมน้ำตาลในกระบวนการผลิต จะทำให้ได้น้ำตาลและพลังงานมากเกินกว่าร่างกายต้องการ เนื้อสัตว์ควรเลือกชนิดไม่ติดมัน ไม่มีหนังนำมาปรุงโดยวิธีการนึ่ง อบ หรือย่าง ไม่ควรทอดในน้ำมันมาก กินแต่พอควร ประมาณ ๘ – ๑๒ ช้อนกินข้าวต่อวัน ไม่ควรกินมากจนเกินไป เพราะเนื้อสัตว์นอกจากจะให้โปรตีนกับร่างกายแล้ว ยังมีไขมันแทรกอยู่ด้วยควรกินโปรตีนจากพืชจำพวกถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ แทนโปรตีนจากสัตว์ด้วย ควรดื่มนมรสจืดพร่องมันเนยหรือนมขาดมันเนย ในคนที่ดื่มนมได้ ควรดื่มนมรสจืดพร่องมันเนยวันละ ๑ – ๒ กล่อง เพราะมีปริมาณไขมันและพลังงานน้อยกว่า และไม่ควรดื่มนมปรุงแต่งรส เพราะจะทำให้ได้น้ำตาลและพลังงานเพิ่มขึ้น ควรกินผักให้มากทุกมื้อและทุกวัน ผักให้วิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยอาหารกับร่างกายเช่นเดียวกับผลไม้ แต่ให้พลังงานน้อยกว่าเพราะไม่ค่อยมีน้ำตาล เส้นใยอาหารในผักช่วยทำให้เรารู้สึกอิ่ม เนื่องจากเส้นใยอาหารจะดูดน้ำไว้ ทำให้เกิดการพองตัว และใช้เวลาอยู่ในกระเพาะอาหารและลำไส้เป็นเวลานาน ทำให้ไม่เกิดอาการหิวบ่อย ผักที่กินควรเป็นผักสด ลวก หรือต้ม มากกว่าผัดผักที่ใช้น้ำมันมาก หรือผักชุบแป้งทอด สำหรับคนที่ชอบกินผักในลักษณะผักสลัด ต้องระวังปริมาณน้ำสลัดต้องไม่ใส่มากเกินไป ถึงแม้ว่าคนที่ต้องการลดน้ำหนักควรเลี่ยงอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล ไขมัน ดังกล่าวแล้ว แต่ก็ควรกินอาหารให้ครบทั้ง ๓ มื้อ และทุกหมวดหมู่ ไม่ควรงดมื้อใดมื้อหนึ่ง แต่ควรลดปริมาณอาหารแต่ละมื้อให้น้อยลง การงดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง มักจะทำให้ปริมาณอาหารที่กินในมื้อถัดไปมากขึ้นกว่าเดิม อาหารมื้อเช้าและกลางวันควรจะมีปริมาณมากกว่าอาหารมื้อเย็น เพื่อให้อาหารที่กินถูกเผาผลาญเป็นพลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ แทนที่จะเก็บสะสมไว้ ถ้าจะให้ดีหลังกินอาหารแต่ละมื้อควรเดินช้า ๆ เพื่อย่อยอาหาร ไม่ควรที่จะนอนทันที คนที่มีน้ำหนักเกิน ควรงดอาหารขบเคี้ยวทุกชนิด อาหารขบเคี้ยวจะมีฉลากข้อมูลโภชนาการอยู่ ฉะนั้นก่อนกินควรศึกษาดูว่า หนึ่งหน่วยบริโภคมีปริมาณเท่าไร ให้สารอาหารอะไรบ้าง และให้พลังงานกี่กิโลแคลอรี  ถ้ามีการกินอาหารขบเคี้ยวมาก อาจต้องลดปริมาณอาหารที่กินในมื้อหลักลงบ้าง การควบคุมปริมาณอาหารที่กินไม่ให้มากเกินไป เป็นหัวใจสำคัญของการลดน้ำหนัก ดังนั้นจึงควรกินอาหารช้า ๆ เคี้ยวให้ละเอียด และกินแค่พออิ่ม ไม่เสียดายอาหารที่เหลือ การตักอาหารหรือข้าวควรตักตามจำนวนที่ต้องกินเพียงครั้งเดียว ไม่ควรตักเพิ่มอีก ภาชนะที่ใช้ใส่อาหารอาจใช้ขนาดเล็กลง เพื่อให้รู้สึกเหมือนกับว่ามีอาหารมาก อย่าลืมว่าการออกกำลังกาย หรือการที่ทำให้ร่างกายเรามีการเคลื่อนไหวมากขึ้น เช่น การเดินขึ้นลงบันได มีส่วนสำคัญอย่างมากในการควบคุมน้ำหนัก เพราะทำให้ร่างกายมีการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น และยังทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรงด้วย การลดน้ำหนักเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา การสร้างทัศนคติที่ดีต่อพฤติกรรมใหม่ ให้กำลังใจกับตนเอง มีความตั้งใจจริง และทำด้วยความจริงใจ พยายามฝึกให้เป็นนิสัยที่ต้องทำทุกวัน เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ตัวคุณมีรูปร่างและสุขภาพที่ดีขึ้น ขอขอบคุณข้อมูลจาก
ปรับนิสัยการกิน…ปรับหุ่นให้ปิ๊งกว่า

ปรับนิสัยการกิน…ปรับหุ่นให้ปิ๊งกว่า

ปรับนิสัยการกิน...ปรับหุ่นให้ปิ๊งกว่า

ปรับนิสัยการกิน…ปรับหุ่นให้ปิ๊งกว่า (ลิซ่า)           คนเรามักมีนิสัยการกินและพฤติกรรมในการกินที่แตกต่างกันไป และนิสัยการกินหลายอย่างก็อาจทำให้น้ำหนักคุณเพิ่มขึ้น หรือเป็นอุปสรรคในการลดน้ำหนัก และรักษาสุขภาพของคุณโดยไม่รู้ตัว ลองแยกแยะมันออกมา และใช้วิธีการของเราจัดการกับมัน เพื่อสร้างสุขภาพและเรือนร่างที่ดีกว่า 1.นักขบเคี้ยวเป็นนิสัย           พฤติกรรม : คุณไม่มีโครงสร้างของมื้ออาหารที่แน่นอน แต่มักจะกินจุบจิบตลอดทั้งวัน โดยไม่ได้คิดถึงสิ่งที่คุณกำลังกินอยู่เลย           วิธีแก้ไข : การกินจุบจิบก็อาจดีต่อสุขภาพได้ ตราบเท่าที่สิ่งที่คุณกินนั้นแคลอรี่ต่ำ และมีคุณค่าทางอาหารสูง ลองวางแผนการกินของคุณ ด้วยการนำเอาของกินในปริมาณที่พอเหมาะ และดีต่อสุขภาพติดตัวไปทำงานด้วย และขอให้นั่งกินแทนการยืนกิน คุณจะได้รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังกินอะไรอยู่ 2.นักกินยามดึก            พฤติกรรม : คุณไม่ค่อยกินมากนักตอนกลางวัน แต่เมื่อกลับบ้าน ความอยากอาหารก็กลับมา และไม่อาจหยุดกินได้จนกระทั่งเข้านอน           วิธีแก้ไข : เริ่มกินตอนกลางวันให้มากขึ้น เพื่อจะได้ไม่หิวจัดเมื่อกลับถึงบ้าน และพยายามทำให้บ้าน “ปลอดแคลอรี” ด้วยการกำจัดของกินแคลอรีสูงทั้งหลายออกไป และแทนที่ด้วยของกินที่ดีต่อสุขภาพและของกินในขนาดเล็กๆ เพื่อที่คุณจะได้กินในปริมาณที่ไม่มากเกินไปในยามค่ำคืน 3.นักกินเนื้อสัตว์           พฤติกรรม : คุณโปรดปรานเนื้อสัตว์และข้าวหรือขนมปังเป็นอย่างยิ่ง แต่ไม่ค่อยกินผลไม้และผักเท่าไหร่           วิธีแก้ไข : สร้างสมดุลด้วยการกินผักและผลไม้เพิ่มขึ้น วิธีง่ายๆ ในการนำพาตัวเองให้กินผักและผลไม้เพิ่มมากขึ้นก็คือ ซื้อผักผลไม้แบบตัดแต่งสำเร็จรูปที่หยิบกินได้ง่าย และเอาผักผลไม้มาวางให้เห็นง่ายขึ้นและหยิบกินได้ง่ายขึ้น 4.นักกินหนัก           พฤติกรรม : คุณกินอาหารสามมื้อ หากแต่ละมื้อกินเบิ้ลสามจาน หรือแต่ละจานขนาดใหญ่ยักษ์           วิธีแก้ไข : ใช้จานอาหารให้เล็กลง ดื่มน้ำให้มากขึ้น และกินของว่างให้บ่อยขึ้น เพื่อที่จะได้หิวน้อยลงเมื่อถึงอาหารแต่ละมื้อ ข้อสำคัญคือกินช้าๆ คุณจะกินในปริมาณที่น้อยลง 5.นักกินไม่เป็นเวลา            พฤติกรรม :  คุณมักกินอาหารไม่เป็นเวลา การกินเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้และที่ไหนก็ได้ เมื่อจบวันลง คุณก็ไม่รู้ว่ากินไปเท่าไหร่และอะไรบ้าง และมักเลือกอาหารที่ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพด้วย           วิธีแก้ไข : พยายามสร้างเวลากินที่แน่นอนและชัดเจน ตั้งนาฬิกาปลุกเตือนเมื่อถึงเวลาอาหาร และตอนกินก็พยายามจำกัดสิ่งรบกวน อย่ากินหน้าทีวี อย่ากินไปทำงานไป หรือกินไปพูดโทรศัพท์ไป คุณจะได้รู้ว่าคุณกินอะไรไปบ้างและมากแค่ไหน

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
เคล็ดลับหุ่นสวยของสาวทำงาน

เคล็ดลับหุ่นสวยของสาวทำงาน

เคล็ดลับหุ่นสวยของสาวทำงาน

เคล็ดลับหุ่นสวยของสาวทำงาน (Slim Up)           เคยสังเกตตัวเองกันบ้างไหม ก่อนที่จะเริ่มหันมาเป็นสาวออฟฟิศแบบเต็มตัว คุณเป็นแค่แม่สาวไซด์เอส ตัวเล็กน่ารัก แต่เมื่อเวลาผ่านไปมาสำรวจร่างกายอีกที คุณก็มีเพื่อนสนิทคนใหม่ที่คอยมาเกาะแกะชนิดว่าไปไหนไปกัน มีฉันมีเธอ นั้นก็คือ เจ้าเซลลูไลท์ก้อนโตที่พอกพูนตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย สะบัดเท่าไหร่ก็ไม่หลุดซะที ถ้าเป็นแบบนี้คงไม่ไหวแน่ การเลือกรับประทานอาหารในแต่ละวันเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับสาวทำงานอย่างเรา สิ่งที่เราทานเข้าไปจะสามารถสะท้อนถึงสุขภาพของเราโดยตรง เอาล่ะ งั้นมาดูกันสิว่าเราควรเลือกทานอะไรกันดี  สดชื่นยามเช้า           อาหารมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด หากทุกเช้าคุณต้องรีบเร่งมากมายล่ะก็ แนะนำเป็นขนมปังโฮลวีทสักแผ่น แอปเปิ้ลสักผล แล้วตามด้วยน้ำส้มคั้นสักแก้ว ดีกว่าปล่อยให้ท้องว่างแล้วมารวบรัดมื้อกลางวันเลยทีเดียว           ตอนเช้าเป็นช่วงที่เมตาบอลิซึมของคุณกำลังทำงานที่จุดสูงสุด ร่างกายต้องการเชื้อเพลิงเพื่อเริ่มต้นใหม่ มาเติมพลังรับวันใหม่ให้สดใส โดยการหันมาทานอาหารเช้ากันดีกว่าค่ะ เพราะการไม่ทานอาหารเช้า แต่ไปหนักที่มื้ออื่น สามารถทำให้คุณสาวๆ อ้วนได้แบบไม่รู้ตัว  มื้อกลางวันแสนสุข           ในหนึ่งวันเราควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ คุณคงเคยได้ยินคำพูดเหล่านี้ตลอดเวลา แต่จะเลือกทานอย่างไรให้เหมาะกับตัวคุณเองนี่สิค่ะเรื่องใหญ่ แนะนำว่า เมื่อมื้อกลางวันแสนสุขมาถึง คุณควรเลือกทานคาร์โบไฮเดรตบ้างเล็กน้อย เพื่อที่จะได้มีพลังงานและความอึดในการทำงาน เติมไขมันและโปรตีนเข้าไปในมื้อนี้ด้วย จะทำอิ่มนานขึ้น สุดท้ายอย่าลืมทานผักด้วยนะคะ มันจำเป็นต่อระบบขับถ่าย ช่วยในการย่อยสลาย ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคในระบบย่อยอาหาร ที่สำคัญจะช่วยทำให้คุณรู้สึกอิ่มยาวนานไปถึงเลิกงานเลยทีเดียวค่ะ  เติมความสดใสระหว่างวัน           ถือว่าไม่ผิดกติกา ถ้าคุณจะแอบซุกของกินเล่นไว้ในลิ้นชักบ้าง แต่ต้องคำนึงด้วยว่ามันจะไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย เลือกแอปเปิ้ลกาล่าเล็กๆ สักผล ถั่วลิสง ลูกพรุนสกัด ส้ม เครื่องดื่มชีวจิต ให้ร่างกายได้รับวิตามินจากผลไม้เหล่านี้บ้าง มันจะช่วยเพิ่มพลังแก่ร่างกาย ทำให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้น สดใสขึ้น แถมทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนยิ่งเยอะยิ่งดี  ปาร์ตี้มาเยือน           หลังจากที่งานยุ่งอีรุงตุงนังมาทั้งอาทิตย์ พอถึงวันศุกร์แห่งชาติ สาวๆ คงอยากผ่อนคลายกันบ้าง อันนี้ก็ไม่มีใครห้ามคุณได้ ถ้าอยากดื่มแอลกอฮอล์ก็ได้ค่ะ แต่ให้ดื่มในปริมาณที่พอเหมาะพองามจะดีที่สุด เครื่องดื่มประเภทนี้จะให้พลังงานสูงพอๆ กับทานอาหารมื้อใหญ่เลยทีเดียว ระวังกันหน่อยนะคะสำหรับสาวปาร์ตี้ตัวยง ผลเสียของมันนอกจากจะทำให้อ้วนขึ้นแล้ว คุณยังเสี่ยงต่อการมีไขมันในเส้นเลือดสูงก่อนวัยอันควรด้วยค่ะ รู้อย่างนี้แล้วคราวหน้าจะยกแก้วก็ให้ท่องไว้ แอลกอฮอล์คือศัตรูตัวร้ายกาจของฉัน เปลี่ยนมาดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำเปล่าแทนจะดีกว่า           ลองทำตามคำแนะนำดีๆ จากเรา รับรองค่ะว่าไม่ว่าคุณหรือใครก็สามารถมีหุ่นสวยเช้งสดใส ไม่นานเกินรอค่ะ

 

  ขอขอบคุณข้อมูลจาก
อยากหุ่นดี ต้องกินตามธาตุ

อยากหุ่นดี ต้องกินตามธาตุ

อยากหุ่นดี ต้องกินตามธาตุ

อยากหุ่นดี ต้องกินตามธาตุ (247 City Magazine)           หลายคนคงรู้กันดีอยู่แล้วใช่มั้ยว่า ร่างกายของเราจะประกอบไปด้วยธาตุทั้ง 5 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุ ซึ่งธาตุเหล่านี้ก็มีส่วนเชื่อมโยงไปถึงเรื่องอาหารการกินของเรา เพราะหากขาดสมดุลแล้ว สุขภาพร่างกายก็จะพลอยแย่ตามไปด้วย             ตามหลักอายุรเวชของอินเดีย ได้แบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ    กลุ่ม 1:กผะ คือคนที่มีธาตุดินและธาตุน้ำมากกว่าธาตุตัวอื่นๆ           ส่วนใหญ่มักเป็นคนมีรูปร่างใหญ่ เจ้าเนื้อ อ้วนง่ายแต่ลดยาก (ทั้งๆ ที่กินไม่จุ) มักเสี่ยงต่อโรคความดันสูง เบาหวาน และโรคอ้วน ควรหลีกเลี่ยงอาหารหนักหรืออาหารย่อยยาก นม และของทอด ควรกินอาหารที่ย่อยง่าย รสเผ็ดร้อน ขม และฝาด อย่างผักต่างๆ เนี่ยล่ะเหมาะนัก สำหรับของหวานก็ควรกินแบบไม่หวานมากและร้อนๆ ถ้าทั้งหวานและเย็นอย่างไอศกรีมเนี่ย เลี่ยงได้เป็นดี    กลุ่ม 2: ปิตตะ คือคนที่มีธาตุไฟมากกว่าธาตุตัวอื่นๆ           ลักษณะเด่นของคนธาตุไฟคือ รูปร่างค่อนข้างสมส่วน ผิวมันและคล้ำ มักเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพาะ ผิวหนังอักเสบ อย่างแผลในปาก ผมร่วง และผิวหนังแพ้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารทะเล และอาหารที่มีน้ำมัน (เพราะมีพลังร้อน) ให้เน้นไปที่รสหวาน ขม และฝาดให้มากหน่อย เพราะทั้ง 3 รสนี้จะค่อนข้างเย็นและช่วยคุมธาตุไฟได้ด้วย ตัวอย่างผักที่เหมาะกับชาวปิตตะ คือ มะระ สะเดา ถั่วต่างๆ หรือแตงกวาก็ได้ค่ะ ไม่ควรกินมะเขือเทศ เพราะมีรสออกรสเปรี้ยว ซึ่งถือว่าเป็นของแสลงสำหรับคนธาตุไฟ    กลุ่ม 3: วาตะ คือคนที่มีธาตุลมและอากาศธาตุมากกว่าธาตุอื่นๆ           คนกลุ่มนี้มักมีรูปร่างผอมบางและผิวแห้ง ควรกินอาหารรสหวาน เปรี้ยว และเค็ม เพราะรสเผ็ดร้อน ขม และฝาด จะไปลดธาตุดินและธาตุน้ำในร่างกาย แต่ช่วยเพิ่มธาตุลมซึ่งร่างกายของชาววาตะมีอยู่มากแล้ว ทำให้เกิดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และปวดตามข้อ สำหรับผักควรกินแบบผัดกับน้ำมันมากกว่ากินสดๆ นะคะ เพราะผักสดส่วนใหญ่มักมีรสขมหรือฝาด ผักที่เหมาะสำหรับชาววาตะคือหน่อไม้ฝรั่ง หัวผักกาด และกระเทียม ส่วนผลไม้กินได้แทบทุกอย่าง เพราะมีรสหวาน

          ทราบกันอย่างนี้แล้วว่าธาตุไหนควรกินอะไรมากน้อยแค่ไหน ก็อย่าลืมนำไปปฏิบัติกันนะคะ เพื่อสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงกันทุกๆ คนค่ะ

นวดสะลาย“เซลลูไลท์” และไขมันส่วนเกิน

นวดสะลาย“เซลลูไลท์” และไขมันส่วนเกิน

นวดสะลาย“เซลลูไลท์” และไขมันส่วนเกิน ตุ้ยนุ้ยจังเลย… จั้มมั่มได้อีก… ไปทำคาง 2 ชั้นมาหรอจ๊ะคนสวย… ท้องแขนนี่ห้อยได้อีกนะ… แม่สาวขาหมู เดินทีเซลลูไลท์กระเพื่อม… สะสมไขมันเป็นงานอดิเรกหรือไงจ๊ะ… อูย! แต่ละประโยคนี่ช่างกัดกร่อนหัวใจสาวๆ ซะจริงจริ๊ง ก็แหม…ใครเล่าจะอยากถูกเรียกแบบนี้ (ว่ามั้ย) เพราะฉะนั้น วันนี้เราจะพาคุณสาวๆ ไปทำความรู้จักกับการ “นวดสลายเซลลูไลท์ ละลายไขมันสะสม” กัน ทีนี้ล่ะ ใครจะมาว่าฉันไม่สวยนะ ฉันไม่ยอมเด็ดขาด!! คุณสาวๆ รู้ไหมว่า ตามปกติเซลล์ไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนังจะถูกประคองด้วยเซลล์ร่างแหบางๆ (คล้ายตาข่าย) ที่เรียกว่า “เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน” ทำหน้าที่ยึดระหว่างผิวหนังกับกล้ามเนื้อ กั้นกลุ่มไขมันไว้เป็นช่องๆ แต่เมื่อเกิดเซลลูไลท์ เซลล์ไขมันในช่องพวกนี้จะขยายขึ้น ในขณะที่เนื้อเยื่อเกี่ยวพันไม่ขยายตาม ทำให้เบียดทั้งทางเดินน้ำเหลืองและระบบหมุนเวียนหลอดเลือดเล็กๆ ใต้ผิวหนัง จนการไหลเวียนของระบบเลือดบริเวณนั้นลดประสิทธิภาพลง เกิดการคั่งของน้ำเหลืองเป็นพังผืดดึงผิวด้านบนให้ย่นลงมาเป็นรอยบุ๋มเป็นช่วงๆ จึงเป็นที่มาของการเรียกเซลลูไลท์ว่า “ผิวเปลือกส้ม” นอกจากเซลลูไลท์จะสร้างปัญหาด้านความงาม รบกวนจิตใจของคุณผู้หญิงแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดโรคจากการที่ร่างกายสะสมไขมันมากเกินไปด้วย เช่น ไขมันอุดตันในเส้นเลือด และหากการไหลเวียนของน้ำเหลืองมีประสิทธิภาพลดลง จะส่งผลกระทบต่อระบบการไหลเวียนของเส้นเลือดดำ ทำให้เกิดเส้นเลือดขอดและเท้าบวมตามมา ประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ ของผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 20 ปี มักเริ่มมีเซลลูไลท์และเมื่ออายุมากกว่า 50 จะมีผิวเซลลูไลท์ให้เห็นมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับพันธุกรรม เชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ทีนี้เรามาดูประเภทของ “เซลลูไลท์” กัน… Hard Cellulite: พบได้บ่อยในผู้หญิงที่อายุน้อย (20-40 ปี) และมีการออกกำลังกายเป็นประจำ ลักษณะที่พบ คือ เมื่อบีบตามร่างกายจะเป็นก้อนแข็งเล็กๆ พบบ่อยบริเวณสะโพก และบั้นท้าย Flaccid Cellulite: พบได้ในผู้หญิงอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย มีลักษณะเป็นก้อนไขมันนุ่มๆ มีการหย่อนคล้อย กล้ามเนื้ออ่อนเหลว พบบ่อยบริเวณท้องแขน คาง รอบเอว และหน้าท้อง Edematous Cellulite: เกิดจากการไหลเวียนโลหิตไม่ดี มีการคั่งของน้ำเหลือง ทำให้ลักษณะเหมือนบวมน้ำ กดแล้วบุ๋ม พบบ่อยที่ต้นขา สะโพก พบว่าผิวหนังดูบอบบางเห็นเส้นเลือดและบวม Mixed Cellulite: พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งในหนึ่งคนอาจพบเซลลูไลท์ทุกแบบ ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย พัฒนาการของ… เซลลูไลท์ตัวร้าย ระยะที่ 0: เป็นระยะที่เริ่มมีพังผืดเกิดขึ้น แต่ไม่มาก ไม่สามารถสังเกตได้ทั้งจากการยืน หรือการนอนจะไม่เห็นเป็นผิวเปลือกส้มแต่อย่างใด แต่เมื่อทดลองหยิบเนื้อบริเวณนั้นขึ้นมาจะปรากฏเป็นรอยบุ๋มเกิดขึ้น ระยะที่ 1: ยังไม่สามารถเห็นรอยบุ๋มได้เช่นเดียวกับระยะที่ 0 แต่เมื่อทดลองหยิบเนื้อขึ้นมาพบว่ามีรอยบุ๋มเพิ่มมากขึ้น ระยะที่ 2: สามารถเห็นรอยของเซลลูไลท์ได้ชัดเจนในขณะยืนโดยไม่จำเป็นต้องจับขึ้นมาดู แต่ในขณะนอนจะยังไม่สามารถเห็นได้ ระยะที่ 3: ไม่ว่าจะยืนหรือนอนจะสามารถเห็นเป็นผิวเปลือกส้มได้ทั้งหมด เป็นระยะที่รักษายากที่สุดเพราะเกิดการสะสมของเซลลูไลท์มาในระยะเวลานานมาก ทั้งนี้ ระยะการก่อตัวของเซลลูไลท์จะขึ้นอยู่กับกิจกรรมของแต่ละบุคคล ประกอบกับการกินอาหาร เช่น คาร์โบไฮเดรท ไขมัน และน้ำตาลที่มากเกินไป เป็นต้น เทคนิคใหม่สลายเซลลูไลท์ ปัจจุบันแม้เราจะยังไม่มีวิธีขจัดเซลลูไลท์ที่ได้ผล 100% แต่เทคโนโลยีใหม่ๆ ก็มีส่วนสำคัญในการสลายเซลลูไลท์ที่เห็นผลอย่างชัดเจน ซึ่งวิธีสลายเซลลูไลท์ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน ได้แก่… เมโซเธอราปี (Mesotherapy) สลายไขมันเฉพาะส่วนด้วยการฉีดยาเข้าใต้ผิวหนังชั้นเมโซเดิร์ม (Mesoderm) ทำให้กระบวนการเกิดไขมันถูกขัดขวาง ทำให้ไขมันสลายตัวในที่สุด ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ติดต่อกัน 8 – 10 ครั้ง ค่าใช้จ่ายครั้งละ 2,000 – 3,000 บาทขึ้นไป คาร์บ็อกซี เธอราปี (Carboxy Therapy, Carbondioxide Therapy) สลายไขมันเฉพาะส่วน ด้วยการฉีดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เข้าสู่ชั้นไขมันใต้ผิวหนังเพื่อสลายเซลลูไลท์ และไขมันทำให้เกิดกระบวนการเผาผลาญไขมันมากขึ้น และสลายเซลลูไลท์สลายตัวไปในที่สุด ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและไขมันของผู้ต้องการลดเซลลูไลท์เป็นสำคัญ โดยเฉลี่ย ไม่เกิน 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ค่าใช้จ่ายครั้งละประมาณ 3,000 ขึ้นไป การนวดด้วยเครื่องอัลตร้าซาวน์ (Ultrasonic Massage) การนวดผิว ด้วยคลื่นอัลตร้าซาวน์ (Ultrasound) โดยทายาสลายไขมันไว้ตามร่างกายส่วนที่ต้องการลดและใช้เครื่องนวดไปตามบริเวณนั้นๆ เพื่อให้ยาซึมลงไปใต้ผิวหนังได้ลึกขึ้นและช่วยสลายเซลลูไลท์ ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและเซลลูไลท์ที่ต้องการลดค่าใช้จ่าย แล้วแต่สถานบริการ มีตั้งแต่ 1,000-3,000 บาทขึ้นไป การนวดแบบเอนเดอร์โมโลยี (Endermologie) การนวดกำจัดเซลลูไลท์เฉพาะส่วน ด้วยเครื่องสูญญากาศ โดยส่วนหัวของเครื่องจะมีท่อสุญญากาศอยู่ตรงกลางและด้านข้างเป็นลูกกลิ้งคู่ขนาน เมื่อต้องการใช้งาน ท่อสุญญากาศจะทำหน้าที่ดูดผิวบริเวณที่ต้องการขึ้นมา และลูกกลิ้งด้านข้างจะทำหน้าที่นวดเนื้อบริเวณนั้น ทำติดต่อกัน 14 ครั้ง โดย 7 ครั้งแรก ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และลดลงเหลือสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือตามแต่ผู้เชี่ยวชาญจะวินิจฉัย ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับสถานบริการ ครั้งละประมาณ 2,000 – 5,000 บาทขึ้นไป การออกกำลังด้วยเครื่องโฮบอดี้ ไวเบรชั่น (Whole body Vibration Exercise) เป็นเสมือนการออกกำลังกาย หลักการทำงานคือเมื่อยืนอยู่บนเครื่องไวเบชั่น เครื่องจะเกิดการสั่นสะเทือนทำให้ร่างกายสั่นสะเทือนตามให้ผลเหมือนการนวดตัว และสลายเซลลูไลท์ในเวลาเดียวกัน ทำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 10 – 20 นาทีตามขนาดของร่างกายและปริมาณไขมัน ครั้งละ 500 บาท อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยสลายไขมันนี้สามารถคงทนอยู่ประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี การออกกำลังกาย และการควบคุมอาหารจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้เซลลูไลท์ก่อตัวช้าขึ้น นอกจากนี้ การตัดสินใจเลือกเทคโนโลยีเพื่อลดเซลลูไลท์ ควรได้รับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือแพทย์ประจำสถาบันต่างๆ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์หรือวิธีการที่มีความเหมาะสมมากที่สุด เพราะผู้ที่มีน้ำหนักมากหรือมีโรคประจำตัวบางประเภทอาจไม่เหมาะสมกับบางวิธี หรือบางคนอาจต้องใช้หลายๆ วิธีประกอบกัน และวันนี้ เราก็มีวิธีการนวดสลายเซลลูไลท์ด้วยตนเอง แบบง่ายๆ มาฝากคุณสาวๆ กันด้วยค่ะ บริเวณหน้าท้อง • บีบเนื้อครีมบริเวณหน้าท้องประมาณ 8 – 9 เซนติเมตร • ลูบไล้เนื้อครีมโดยการวางมือทั้งสองบนหน้าท้อง หมุนวนเป็นเกลียวตามเข็มนาฬิกา เริ่มจากสะโพกวนเข้ายังสะดือ • นวดต่อจากบริเวณสะดือ โดยนวดหมุนวนขึ้นสู่หัวใจบริเวณใต้ทรวงอก เพื่อช่วยขับของเสีย และยกกระชับกล้ามเนื้อให้เต่งตึงขึ้น บริเวณสะโพก • บีบเนื้อครีมบริเวณหน้าท้องประมาณ 9 – 10 เซนติเมตร วางมือทั้ง 2 ข้าง ลงบนสะโพกส่วนล่างทั้งซ้ายและขวา นวดกดคลึงหมุนวนตามเข็มนาฬิกา โดยนวดวนขึ้นสู่สะโพกส่วนบนเข้าสู่หัวใจ บริเวณต้นขา • บีบเนื้อครีมบริเวณท้องต้นขาประมาณ 5 – 6 เซนติเมตร โดยยกขาให้ตั้งฉากกับลำตัว จากนั้นนวดไล่หมุนวนขึ้น บริเวณก้น • บีบเนื้อครีมบริเวณก้นประมาณ 9 – 10 เซนติเมตร จากนั้นนวดวนขึ้นสู่หัวใจ โดยไล่ยกขึ้นมาทางสะโพก

ABOUT US

ลดพุงใน 7 วัน โดย Health2Shop

Contact Us

9/2 Soi Somkid CHIDLOM Lumpini Pathumwan BANGKOK 10330

+662-254-4121

support@health2shop.com

www.health2shape.com

We are Open

Tuesday and Thursday
9:00am - 7:00pm

Wednesday and Friday
10:30am - 8:00pm

Saturday
10:30am - 2:00pm

Social Share